ข้อมูลบริษัท

    บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจประเภท ค้าอสังหาริมทรัพย์ โดยขายบ้านจัดสรรพร้อมที่เป็นส่วนใหญ่ โครงการที่ทำจะเป็นโครงการในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและโครงการตามจังหวัดใหญ่ๆ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี หัวหิน ภูเก็ต มหาสารคาม และอยุธยา

    ณ วันที่ 16 มีนาคม 2560 บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 12,031,105,828 บาท เรียกชำระแล้วจำนวน 11,893,544,146 บาท

    ที่ตั้งสำนักงานใหญ่

    อาคารคิวเฮ้าส์ลุมพินี ชั่น 37-38 เลขที่ 1 ถนนสาทรใต้
    แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. 10120
    โทร. 0-2343-8900

    หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและ
    ข้อบังคับของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
    สามารถคลิกเพื่ออ่านข้อมูลได้ในรูปแบบไฟล์ PDF

    วิสัยทัศน์และพันธกิจ

    บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจประเภทค้าอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และได้มีการจัดตั้งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขึ้นเป็นบริษัทจำกัดในวันที่ 30 สิงหาคม 2526 บริษัทฯ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยขายที่อยู่อาศัยทั้งประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี หัวหิน ภูเก็ต มหาสารคาม และอยุธยา

    วิสัยทัศน์ของบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คือ เป็นบริษัทชั้นนำของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้ซื้อบ้านและผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยบริษัทฯให้ความสำคัญทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงส่งมอบโครงการและบ้านคุณภาพแก่ผู้บริโภค ทั้งการวิจัย การพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยี การก่อสร้าง การออกแบบ ตลอดจนการคัดเลือกวัสดุ และการบริการ เพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างดีและลงตัว เพื่อให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญต่อสังคม คู่ค้า ผู้ถือหุ้น พนักงานภายในองค์กร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯดังกล่าว

    ประวัติบริษัท

    นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการ ของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจาก ทุกตำแหน่งของบริษัทฯ ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป

    บริษัทฯ ได้รับรางวัล Trusted Brand 2013 โดยแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นแบรนด์ที่ได้รับการโหวตให้เป็น “แบรนด์สุดยอด หรือ Platinum” ในหมวดของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 จากการโหวตของผู้อ่านนิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์ และเป็นเพียงบริษัทเดียวในเอเชียที่ได้รับรางวัลในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การสำรวจนี้เป็นการสำรวจแบรนด์ของสินค้าและบริการที่เลือกโดยผู้บริโภคอย่างแท้จริง

    ในปีนี้ ภายใต้ “LH SMART แนวคิดเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ “ AirPlus”เทคโนโลยีการถ่ายเทอากาศภายในบ้านให้เกิดภาวะสบาย โดยการนำอากาศใหม่เข้ามาแทนที่อากาศเก่าในบ้าน ทำให้บ้านหายใจได้ ติดตั้งให้กับบ้านแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับลูกบ้าน

    “ระบบ AirPlus” คือนวัตกรรมที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ พัฒนาร่วมกับ ศ. ดร.โจเซฟ เคดารี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และทีมงาน ผู้มีความชำนาญในเรื่องของวัสดุและพลังงาน ซึ่งมีผลงานทางด้านวิชาการมากมายทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย

    โดยนำแนวคิดจากหลักพลศาสตร์ประสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เกิดพลังงานสะอาด คือ ใช้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนระบบการทำงานของ AirPlus ทั้งนี้ยังสามารถใช้ระบบ Hybrid ในวันที่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่พียงพอเพื่อให้การทำงานของ AirPlus เป็นไปอย่างต่อเนื่อง.

    โดยกำหนดแนวคิดของ “ระบบ AirPlus” ไว้ดังนี้

    1. สะดวกสบายด้วยระบบอัตโนมัติt
    2. ถ่ายเทอากาศอย่างต่อเนื่อง
    3. ดูแลรักษาง่ายและอายุการใช้งานยาวนาน
    4. ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก
    5. เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่
    6. ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

    บริษัทฯ ได้รับรางวัล Trusted Brand 2012 จากการสำรวจของนิตยสาร Reader's Digest ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือมากสุดจากผู้บริโภค โดยในปีนี้บริษัทฯ เป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในประเภทอสังหาริมทรัพย์และยังได้รับรางวัลสูงสุด คือ Platinum Award ติดต่อกันเป็นปีที่เจ็ดอีกด้วย

    ในแง่การตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า บริษัทได้มีการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แบรนด์ “North” ในทำเลใกล้ใจกลางเมือง .

    บริษัทฯ ได้รับรางวัล Trusted Brand "Platinum Award Winner" จากนิตยสาร Reader 's Digest ติดต่อกันเป็นปีที่ 6

    ปัจจุบัน สินค้าบ้านเดี่ยวของบริษัทฯอยู่ในระดับราคาสูงกว่า 3 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียม อยู่ในระดับราคาสูงกว่า 2 ล้านบาท เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าและตอบสนองความต้องการบ้านของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น บริษัทฯจึงได้พัฒนา product brand ใหม่ที่มีระดับราคาต่ำกว่าสินค้าในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

    1. บ้านเดี่ยว ระดับราคา 2.5 - 3 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “Inizio”
    2. ทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “Indy”
    3. คอนโดมิเนียม ระดับราคา 1.8 - 2 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “The Key”

    บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลส่งเสริมจริยธรรมในการทำงานรวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาทักษะและคุณภาพบุคลากร ควบคู่กับการพัฒนาระบบงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตลอดมา ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับรางวัล Trusted Brand "Platinum Award Winner" จากนิตยสาร Reader 's Digest ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการและพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในประเทศไทยติดต่อกันเป็น ปีที่ 3

    ด้านการพัฒนาสินค้าในปี 2551 นี้ บริษัทฯได้พัฒนารูปบ้านแบบใหม่ 2 Series ได้แก่ My Life แบบบ้านซี่รี่ส์ล่าสุดที่ออกแบบจากผลการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคในการอยู่อาศัย ความต้องการ และการใช้พื้นที่ รวมถึงวิถีชีวิตประจำวัน และแบบบ้าน Modern Style ล่าสุดที่โครงการ The Land Mark Residence ซึ่งถือเป็นรุ่นพรีเมี่ยมพิเศษสุด สะท้อนความทันสมัย ตอบรับการอยู่อาศัยแบบ Urban Living อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป

    แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังมีการพัฒนาโครงการทาวน์โฮม เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคา 2.7-3.2 ล้านบาท ภายใต้ Brand " Baan Mai" ที่กระจายไปในทำเลต่างๆ ของ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    บริษัทฯ ได้รับรายงาน Trusted Brand 2007 จากการสำรวจของนิตยสาร Reader's Digest ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือมากสุดจากผู้บริโภค โดยในปีนี้บริษัทฯ เป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในประเภทอสังหาริมทรัพย์และยังได้รับรางวัลสูงสุด คือ Platinum Award ติดต่อกันเป็นปีที่สองอีกด้วย นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับพนักงานทุกคน นอกจากนี้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเครดิตจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ "A"จากการปรับสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่ลดลงทำให้สถานะทางด้านการเงินของบริษัทฯมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายในกรอบบรรษัทภิบาลส่งเสริมจริยธรรมในการทำงาน รวมทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาทักษะและคุณภาพบุคลากรควบคู่กับ การพัฒนาระบบงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ บริษัทฯ ได้รับรางวัล Trusted Brand 2006 "The Platinum Winner" นิตยสาร Reader's Digest ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการและพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดจากผู้บริโภคในประเทศไทยประจำปี 2549 จากผลสำรวจของ Neilson Media Research รางวัลแห่งเกียรติยศนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหนับพนักงานทุกคน ในส่วนของตลาดบ้านเดี่ยว บริษัทฯ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด จากเดิมที่ร้อยละ 13.30 ในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.3 ในปี 2549

    ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้เปิดดำเนินการธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 การจัดตั้งธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เกิดจากแนวความคิดของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยมีส่วนแบ่งการตลาดรวมเป็นอันดับหนึ่งซึ่งนอกจากจะมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงแล้วยังตระหนักถึงการจัดการองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีเนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าประเทศไทยควรมีสถาบันการเงินที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค

    ดำเนินโครงการอาคารชุดพักอาศัย สร้างเสร็จก่อนขายพร้อมตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ บน 4 ทำเล ของกรุงเทพฯ ชั้นใน ถ. ทรัพย์ ถ. สุขุมวิท 61 และ 43 ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ภายใต้ชื่อโครงการ The Bangkok

    การพัฒนาระบบการก่อสร้างแบบใหม่ โดยนำเทคโนโลยีในการก่อสร้างเข้ามาใช้ คือระบบผนังสำเร็จรูป (Pre-Fab) มีวัตถุประสงค์หลักทางด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้าง ความแม่นยำและความรวดเร็วในการก่อสร้าง เริ่มใช้ในโครงการแรกคือ โครงการพฤกษ์ลดา รังสิต คลอง 4 ระดับราคาที่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป

    การพัฒนา "บ้านสบายสร้างเสร็จก่อนขาย" ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่การเพิ่มมูลค่า Value Added สิ่งที่สำคัญต่อการอยู่อาศัยให้แก่บ้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ รวมถึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เช่น ชุดเฟอร์นิเจอร์ส่วนเตรียมอาหารชุดครัวเครื่องปรับอากาศการตกแต่งสวนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    บริษัทฯ นำกลยุทธ์ "บ้านสบายสร้างเสร็จก่อนขาย" มาใช้ในการพัฒนาโครงการทุกๆ โครงการของบริษัทฯ และยกเลิกการทำบ้านสั่งสร้าง หรือ บ้านผ่อนดาวน์ ดังนั้นบ้านของบริษัทฯ ที่พร้อมเปิดขายนั้น จะเป็นบ้านที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าทุกหลัง

    1. กันยายน บริษัทขายเงินลงทุนทั้งสิ้นใน บ.สยามสินธร จ.ก. จำนวน 14.49% ในราคาหุ้นละ 1 สตางค์ และขายเงินลงทุนทั้งสิ้นใน บ.โนเบิ้ลเคลียร์โฮลดิ้ง (บีวีไอ) จก. จำนวน 14.42% ในราคาหุ้นละ 1 สตางค์ เนื่องจาก บริษัททั้งสองมีผลขาดทุนเกินทุนเป็นจำนวนมาก
    2. สิงหาคม บริษัทได้แต่งตั้ง ดร.ศิริ การเจริญดี เป็นกรรมการตรวจสอบแทน มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ได้ ลาออกไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 และได้แต่งตั้ง ดร.ซีค งี ฮวด เป็นกรรมการจากกลุ่ม GIC เพิ่มขึ้นอีก 1 ท่าน

    พฤศจิกายน บริษัทเข้าลงทุนในบริษัท เอเซีย แอสเซท แอดไวซอรี่ จำกัด จำนวน 499,994 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 4.99 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49.99% เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อหรือการเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนในสิทธิ์เรียกร้องต่าง ๆ

    พัฒนาระบบ Online Project Management System (OPM) เพื่อใช้ดำเนินงานภายในองค์กรระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายก่อสร้าง กลุ่มโครงการ ฯ รวมถึงการใช้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและบริษัทฯ วัสดุก่อสร้าง พัฒนาเว็บไซต์ Homedd.com เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนใจซื้อบ้าน ให้ได้รับความสะดวกในการหาข้อมูลของโครงการ ที่ตั้ง รายละเอียด แบบบ้าน ราคา ตลอดจนได้ติดต่อสถาบันการเงิน 8 แห่ง มาร่วมในการแข่งขันสินเชื่อด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้ผู้สนใจซื้อ หรือผู้ซื้อแล้ว โดยเป็นการอนุมัติ online ทาง internet ริเริ่มนำกลยุทธการสร้างบ้านให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนขาย หรือ "บ้านสร้างก่อนขาย" เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงใจที่สุด สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่า ผู้บริโภคสามารถซื้อบ้านที่ได้เห็น ได้เลือกบ้านจริงที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จนพอใจก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากว่าในช่วงนั้นมีลูกค้าจำนวนหลายหมื่นรายที่ซื้อบ้านแล้วไม่ได้บ้านในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ทำให้พฤติกรรมของลูกค้าโดยส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยจะตัดสินใจซื้อต่อเมื่อบ้านสร้างเสร็จแล้ว

    ธันวาคม บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นของบริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ จำกัด จำนวน 348,000 หุ้น ราคาตามมูลค่าเท่ากับ 100 บาท ในราคาหุ้นละ 140 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 48.72 ล้านบาท จากบริษัทย่อยของบริษัทฯ คือ บริษัท พื้นสำเร็จรูปพีซีเอ็ม จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท พื้นสำเร็จรูป พีซีเอ็ม จำกัด (มหาชน) แล้ว เพื่อขยายขอบข่ายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทฯ คือ ประกอบธุรกิจค้าปลีก และค้าส่งวัสดุก่อสร้าง และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทย่อยดังกล่าว

    บริษัทฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประกอบด้วย

    1. นายประทีป วงศ์นิรันดร์ ประธานกรรมการตรวจสอบ
    2. หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล กรรมการตรวจสอบ
    3. นายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ กรรมการตรวจสอบ

    พฤศจิกายน บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ มีหนี้ที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 17,713.20 ล้าน บาท ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จสิ้นจำนวน 17,435.05 ล้านบาท คงเหลือหนี้ที่อยู่ระหว่างการเจรจาจำนวน 278.15 ล้านบาท สาระสำคัญของการปรับโครงสร้างหนี้คือ

    1. หนี้จำนวน 14,485.5 ล้านบาท ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปเป็นเวลา 7 ปี โดย 2 ปีแรกไม่ต้องคืนเงินต้น หนี้ที่เป็นเงินบาทคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR ของธนาคารผู้ให้กู้ หรือธนาคารในประเทศที่ผู้ให้กู้กำหนดส่วนหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ LIBOR+1%.
    2. หนี้จำนวน 120 ล้านเยน คิดเป็น 45.67 ล้านบาท ได้แปลงหนี้เป็นหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวน 45,672 หน่วย หน่วยละ 1,000 บาท มีเงื่อนไขดังนี้
      1. อัตราแปลงสภาพ 18.38 บาท ต่อ 1 หุ้นสามัญ
      2. อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี
      3. ครบกำหนดไถ่ถอนปีละเท่าๆ กัน ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2545-1 ธ.ค. 2549
      4. บริษัทฯ ไถ่ถอนก่อนวันครบกำหนดได้ ณ มูลค่าที่ตราไว้ บวกด้วยจำนวนเงินเทียบเท่ากับอัตราเฉลี่ย MLR ของธนาคารพาณิชย์ไทย 4 แห่ง ลบด้วยร้อยละ 4 ต่อปี ของมูลค่าที่ตราไว้ โดยคิดคำนวณตั้งแต่วันที่ออกจนถึงวันที่ใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด
    3. หนี้จำนวน 2,903.88 ล้านบาท บริษัทฯ ได้ทำสัญญาประนอมหนี้กับเจ้าหนี้โดยการจ่ายชำระหนี้จำนวน 1,753.97 ล้านบาททำให้บริษัทฯ มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 1,149.91 ล้านบาท

    บริษัทฯ ได้จำหน่ายหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 5 หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นใหม่เป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 178,176,546 หุ้น ในราคาหุ้นละ 14 บาท ได้เงินเพิ่มทุนทั้งสิ้น 2,494,47 ล้านบาท

    กันยายน ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสัดส่วนผู้ถือหุ้น เมื่อ GIC (Government of Singapore Investment Corporation Pte Ltd. ) ได้เข้าถือหุ้นบริษัทฯจำนวน 94,285,715 หุ้น ในราคาหุ้นละ 14 บาท คิดเป็นร้อยละ 21.17% ของหุ้นสามัญที่ออกจำหน่าย ได้เงินเพิ่มทุนทั้งสิ้น 1,320 ล้านบาท

    มิถุนายน เพื่อยกระดับการอยู่อาศัย บริษัทฯ ได้ริเริ่มพัฒนาแบบบ้านรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพสูงขึ้น มีความเพียบพร้อมมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้ทำการสำรวจความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยภายในโครงการ ทางด้านความต้องการเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัยและได้นำความต้องการเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาแบบบ้านใหม่ โดยคำนึงถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน ภายใต้แนวคิดหลักคือ "บ้านสบาย" โดยถือเป็นกลยุทธิ์ของบริษัทฯ ที่ย้ำความเป็นผู้นำทางด้านการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของแบบบ้านและรูปแบบการ อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยองค์ประกอบหลักของ " บ้านสบาย" นี้ ประกอบด้วยแนวคิด 3 ประการ ได้แก่

    1. บ้านเย็นสบาย ประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย คอนกรีตมวลเบา Q-Con ,กระจกเขียวกรองแสงและรังสีความร้อน ฝ้าระแนงไม้ชายคา , แผ่นอลูมิเนียมฟลอย์ใต้หลังคา
    2. ครบทุกพื้นที่ใช้สอย เตรียมระบบต่างๆ ไว้ให้ อาทิ ระบบวางท่อกำจัดปลวก, ห้องน้ำแยะส่วนเปียกส่วนแห้ง, ห้องครัวแยกเป็นสัดส่วน ระหว่างส่วนเตรียมอาหารและประกอบอากหาร, ติดวอลเปเปอร์ทั้งหลัง
    3. ตรียมความพร้อมเพื่อความสะดวก ปลอดภัย อาทิ ระบบตัดไฟอัตโนมัติและระบบไฟฉุกเฉิน, ติดตั้งมุ้งลวดคุณภาพ, ติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำและถังสำรองน้ำ พร้อมด้วยตกแต่งสวนรอบบ้าน แนวคิดแบบบ้านสบายจึงเป็นบ้านที่มีความพร้อมเพื่อการอยู่อาศัยมากขึ้นสามารถช่วยลดภาระทั้งทางด้านการเตรียมความพร้อมก่อนการย้ายเข้าอยู่รวมทั้งภาระทางด้านการเงินให้กับลูกค้าได้มาก

    เพื่อมอบความสะดวกสบายต่อลูกค้าที่ต้องการโทรศัพท์ติดต่อโครงการต่างๆ บริษัทฯ จึงได้เริ่มใช้ระบบโทรศัพท์หมายเลขเดียว คือหมายเลข 230-8888 เป็นเบอร์อัตโนมัติ เมื่อลูกค้ากดหมายเลขนี้แล้วสามารถเลือกติดต่อไปยังโครงการต่างๆ ได้โดยกดเบอร์ต่อของแต่ละโครงการ จากภาวะวิกฤตของอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อบ้าน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้บ้านเมื่อผ่อนดาวน์ครบแล้ว เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน จึงไม่สามารถสร้างบ้านให้ลูกค้าตามสัญญาได้ บริษัทฯ ได้ใช้กลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน โดยทำโฆษณาแคมเปญ "บ้านล็อตสุดท้าย ราคาสุดท้าย" ซึ่งบริษัทฯ ได้รวบรวมบ้านที่สร้างเสร็จแล้วแต่ถูกลูกค้าทิ้งดาวน์ นำมาจัดขายในราคาพิเศษ จากแคมเปญนี้บริษัทฯ ประสบผลสำเร็จในการขายเป็นอย่างมาก และทำให้บริษัทฯ ตระหนักว่าแท้จริงแล้วยังคงมีคนที่ต้องการจะซื้อบ้านอยู่อีกมากเพียงแต่ไม่มีความมั่นใจในตัวผู้ประกอบการ

    จากประสิทธิภาพของการโฆษณาในรูปแบบของ "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ไกด์" ที่ลงในทุกๆ วันพฤหัสของสัปดาห์นั้น สามารถทำให้บริษัทฯ ลดต้นทุนทางการตลาดได้อย่างมาก และภายในปีนี้ บริษัทฯ ได้ออกโฆษณาแคมเปญ "สัญญาไม่เป็นสัญญา" โดยมีเนื้อหาหลักของโฆษณาชิ้นนี้คือ การที่มีผู้บริโภคซื้อบ้านแล้วส่วนใหญ่ไม่ได้บ้าน ในขณะที่บริษัทฯ ยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า โดยส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้าทุกคน

    แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้เห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในการทำโฆษณาเพื่อที่จะเจาะให้ถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ ได้มีการใช้จ่ายด้านกิจกรรมโฆษณาและการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้ว บริษัทฯ จะมีโครงการบ้านประมาณ 20 – 25 โครงการทุกๆปี และจะต้องมีการโฆษณาโครงการเหล่านั้นตลอดทั้งปี ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้พัฒนาฐานข้อมูลเอง เพื่อที่จะวางแผนโฆษณาและการตลาดอย่างคร่าวๆ ภายใต้แนวคิด การตลาดมวลชนแบบตรง หรือ "Direct Mass Marketing" วิธีการนี้ได้ลดค่าการตลาดและโฆษณาลงอย่างมาก ในขณะที่การขายบ้านกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากการตลาดและโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯได้กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ด้วยการมีสิ่งตีพิมพ์พิเศษแทรกในนสพ. ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ เช่น ไทยรัฐ และประชาชาติธุรกิจ สิ่งพิมพ์นี้ใช้ชื่อว่า แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ไกด์ โดยเนื้อหาในสิ่งพิมพ์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบ้านของบริษัทฯ ควบคู่ไปกับโปรโมชั่นพิเศษ และกิจกรรมต่างๆสำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

    ธันวาคม บริษัทฯได้ลงทุน 700 ล้านบาท ในบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC และถือหุ้นร้อยละ 2.92 การลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นมูลค่า 350 ล้านบาท และ หุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 350 ล้านบาท

    สิงหาคม มีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นใน บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด โดยแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือหุ้นร้อยละ 30 บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 25 ควอลิตี้เฮ้าส์ถือหุ้นร้อยละ 25 นายพงส์ สารสิน ถือหุ้นร้อยละ 67 และ บริษัท พีซีเอ็ม พรีคาสต์ จำกัด ถือหุ้นที่เหลือร้อยละ 17.33

    กรกฎาคม บริษัทฯ ได้ร่วมหุ้นกับบริษัทสัญชาติอินโดนีเซีย 5 บริษัท ได้แก่ PT PRIMA SEHATI, PT MEKANUSA CIPTA, PT ANEKAGRIYA, PT RUMINUSA, PT KANAKA GRANAASRI, และ PT PUTRA PRABUKRAYA โดยการร่วมมือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะเข้าไปลงทุนนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทถือหุ้นร้อยละ 19.90 ในแต่ละบริษัท

    มิถุนายน บริษัทได้ขายหุ้น North Park ที่ถือไว้ทั้งหมด 40% ให้กลุ่มของธนาคารเอเชีย โดยมีกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 578 ล้านบาท

    ธันวาคม บริษัทฯได้ร่วมกับ Manuela Corporation เพื่อที่จะก่อตั้ง M L&H Corporation ในประเทศฟิลิปินส์ โดยบริษัทเข้าถือหุ้นร้อยละ 40 การลงทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไปปรับโครงสร้างทางการเงินของ Bonafacio Land Corporation และหุ้นทั้งหมดได้ถูกขายให้กับ ML&H ที่ราคา 1,483 ล้านบาท

    บริษัทฯได้เข้าร่วมทุน พันธมิตรบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ประกอบด้วย Government of Singapore Investment Corporation (GIC) และ OCBC Capital Management, บริษัทย่อยของ OCBC Bank Group ในประเทศสิงคโปร์ การร่วมทุนครั้งนี้ในประเทศไทยมีทุน 2,500 ล้านบาท ใน3 ปีแรก และจะขยายไปเป็น 5,000 ล้านบาท ต่อไป การถือหุ้นในประเทศไทยประกอบด้วย แลนด์แอนด์เฮ้าส์ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นิธิภัทร จำกัด (มหาชน) และ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วรรณ ซึ่งแต่ละแห่งถือหุ้นร้อยละ 12.5 ในการร่วมทุนนี้ ขณะที่กลุ่มทุนสิงคโปร์ และ OCBC ถือหุ้นคนละ 25% (ในปัจจุบัน การลงทุนดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้ว)

    กันยายน เพื่อที่จะคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพ บริษัทฯได้ลงทุน 55 ล้านบาท กับกลุ่มเมืองใหม่ และ ได้ก่อตั้ง บริษัท แอล แอนด์ เอช เมืองใหม่ จำกัด ในจังหวัด ภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองหลักทางภาคใต้ โดยบริษัทฯถือหุ้นร้อยละ 55

    บมจ. พีซีเอ็ม พรีคาสต์ ฟลอร์ (PCM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ร่วมกับ ควอลิตี้เฮาส์ (QH) บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (AIA), บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด (มหาชน) และ นายพงส์ สารสิน ก่อตั้ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลงทุนโดยตรงในบริษัทที่มีช่องทางจัดจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและตลาดค้าปลีกของตนเอง บริษัทฯถือหุ้นร้อยละ 40 และลงทุน 60 ล้านบาท

    มิถุนายน บริษัทฯได้ออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนประเภทสถาบัน 17 แห่ง จากจำนวนที่เสนอขาย 8 ล้านหุ้น 6 ล้านหุ้นขายให้กับนักลงทุนไทย ที่ราคาหุ้นละ 430 บาท และ อีก 2 ล้านหุ้นเสนอขายยังนักลงทุนต่างชาติที่ราคาหุ้นละ 500 บาท โดยจำนวนเงินจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้มีมูลค่า 3,580 ล้านบาท และได้รับเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538

    พฤษภาคม การถือหุ้นของบริษัทฯใน บริษัท เอส เค การ์เม้นท์ จำกัด (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บิ๊กซี ในปี 2539) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15 จากประมาณร้อยละ 25 หลังจากที่มีการเสนอขายหุ้นใหม่โดยกลุ่มจิราธิวัฒน์ถือร้อยละ 40 และ กลุ่มโรบินสันถือร้อยละ 15

    กุมภาพันธ์ บริษัทได้ซื้อ บริษัทหลักทรัพย์ ชาวไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นิธิภัทร โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 36 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของบริษัทฯ

    มกราคม บริษัทฯ ถือหุ้นทุนประมาณร้อยละ 7.38 ในบริษัทร่วมทุนของเมโทร แปซิฟิก คอร์ปอเรชั่นและบริษัทอื่นๆ ใน 11 ประเทศซึ่งเป็นผู้ชนะในการประมูลของรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์โดยได้รับสิทธิในการพัฒนาที่ดินที่เป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพฟอร์ท โบนาฟาซิโอเดิมที่ตั้งอยู่ ณ ชายแดนเขตธุรกิจการเงินมาคาติแห่งกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ บริษัทฯ เคยลงทุนในโบนาฟาซิโอ แลนด์ คอร์ปอเรชั่นโดยถือหุ้นทุนอยู่ร้อยละ 55 และรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ถือส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 45 การลงทุนในครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านบาท million baht.

    บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสูงสุดเป็นครั้งแรกเป็นจำนวนมากกว่า 10,000 ล้านบาท

    แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นบริษัทแรกที่ออก ECD หรือหุ้นกู้ยูโรแปลงสภาพให้แก่ผู้ลงทุนชาวต่างชาติของบริษัทฯ มีการจัดโร้ดโชว์ขึ้นในประเทศฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษและสกอตแลนด์

    ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ถูกแบ่งออกให้อยู่ภายใต้หลากหลายแบรนด์และมีราคาที่แตกต่างกัน มีการตั้งสโลแกนคำว่า "หนึ่งในโครงการแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" ขึ้นและใช้เป็นกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการส่งเสริมแบรนด์หรือตราสินค้าสำหรับทุกโครงการ

    ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 บริษัทฯ ได้กลายมาเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลท. และในวันที่ 1 เมษายน 2534 ได้เข้าจดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

    โครงการสีวลีได้สร้างขึ้นในบริเวณรังสิตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความต้องการของผู้ซื้อบ้านให้มากที่สุด รายได้จากการขายของบริษัทฯ เริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ได้จัดทำการวิเคราะห์ในรายละเอียดและพัฒนาแนวคิด "Consumer Oriented" หรือการเน้นมุมมองของผู้บริโภคขึ้นสำหรับโครงการบ้านนันทวันในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีชื่อเสียงมากขึ้นในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเป็นบริษัทที่มีความแตกต่างในตลาดบ้านเดี่ยว

    ได้มีการจัดตั้งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ขึ้นเป็นบริษัทจำกัดในวันที่ 30 สิงหาคม 2526 และได้เข้าดำเนินการในโครงการพฤกษชาติซึ่งเป็นโครงการบ้านที่ซื้อมาจากบริษัท ธีรภาพ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยแห่งหนึ่งของธนาคารกสิกรไทย

    นางเพียงใจ หาญพาณิชย์ กรรมการของบริษัทฯ และมารดาของนายอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินโครงการบ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นโครงการแรก ชื่อว่า บ้านศรีรับสุข อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของบริษัท ณ ขณะนั้นไม่เพียงแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก (First Oil Crisis) อย่างรุนแรง ยังได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากถึงร้อยละ 20-21 จึงขายได้เพียง 2 ยูนิต ยอดขายได้ทยอยเพิ่มขึ้นภายในปี 2520 และบริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ บ้านธนินทร บ้านสุขนทีและบ้านประชาชื่น

    บริษัทในเครือ

    บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

    ประเภทธุรกิจ : อสังหาริมทรัพย์
    ที่อยู่ : อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ชั้น 7
    เลขที่ 1 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ
    เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
    เบอร์โทรศัพท์ : 0 2677 7000
    เบอร์โทรสาร : 0 2664 3396

    บริษัท แอล.เอช.เมืองใหม่ จำกัด

    ประเภทธุรกิจ : อสังหาริมทรัพย์
    ที่อยู่ : 80/15 ถ.เจ้าฟ้า ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต
    เบอร์โทรศัพท์ : 0 7638 1150 2

    บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

    ประเภทธุรกิจ : จำหน่ายสินค้าและบริการ
    ก่อสร้างต่อเติม และตกแต่งที่อยู่อาศัย
    ที่อยู่ : 96/27 หมู่ 9 บางเขน อ.เมือง
    จังหวัดนนทบุรี 11000
    เบอร์โทรศัพท์ : 0 2832 1000
    เบอร์โทรสาร : 0 2832 1400

    บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน)

    ประเภทธุรกิจ : ผลิตวัสดุก่อสร้าง
    ที่อยู่ : นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน
    144 หมู่ 16 ถ.อุดมสรยุทธ์ ต.บางกระสั้น
    อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา 13160
    เบอร์โทรศัพท์ : 0 3522 1264 71
    เบอร์โทรสาร : 0 3522 1270

    ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

    ประเภทธุรกิจ : ธนาคารพาณิชย์
    ที่อยู่ : อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ชั้น 5
    เลขที่ 1 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ
    เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
    เบอร์โทรศัพท์ : 0 2359 0000
    เบอร์โทรสาร : 0 2677 7223